Categories

[ewaw]Kyoto-Japan

posted on 25 Aug 2013 17:25 by akihikozetsu in EWAW
 
 
 
 
 
 
 
 
 
[credit - ตัดเส้น by i ลงสี by 
 
 
   93x108
 
Twitter : @Kyoto_EWAW
 

ชื่อเมือง/รัฐ

Kyoto [เกียวโต]

ประเทศ

ญี่ปุ่น

 

ทวีป

เอเชีย

 

ชื่อมนุษย์ 

ทาจิบานะ  ซากุราโกะ [Tachibana Sakurako]

อายุ

18

เพศ หญิง

สีผม ดำ

สีตา  ดำ

ส่วนสูง   162 cm

น้ำหนัก  51 kg

ภาษา  ญี่ปุ่น (คันไซ/เกียวโต)

แผนการเรียน วิทย์ 

ลักษณะเมือง 

กรุงเก่าของญี่ปุ่น ลักษณะตัวเมืองเต็มไปด้วยอาคารโบราณสถานเก่าแก่มากมาย  และวัดหรือศาลเจ้าที่มีอายุมากกว่าพันปีรวมถึงมรดกโลกอีกมากมายกว่า 17 แห่งทั่วเกียวโต   แผนผังเมืองของเกียวโตไม่เคยเปลี่ยนไปเลยจากสมัยก่อน  มีเพียงการต่อเติม หรือพัฒนาจากอาคารเก่าแก่ขึ้นมาทั้งสิ้น  จึงทำให้ลักษณะอาคารในเกียวโตนั้นมีลักษณะเล็กและไม่ได้ดูทันสมัยมากเท่าเมืองอื่นๆในญี่ปุ่น    อย่างไรก็ดี  การคมนาคมในเกียวโตนั้นมักจะเน้นไปทางรถบัสและรถไฟเหมือนกับเมืองอื่นๆในญี่ปุ่น  แต่บริเวณร้านค้าภายในเมืองมักจะปิดทำการไวตั้งแต่หัวค่ำ ทำให้ไม่ค่อยเห็นใครเดินทางช่วงเวลากลางคืนในเกียวโตมากนัก      

 

เกียวโตตั้งอยู่บนส่วนกลางของเกาะฮอนชู  ตั้งอยู่ในหุบเขาส่วนหนึ่งของแอ่งยามาชิโระ ในฟากตะวันออกของเขตหุบเขา หรือรู้จักกันในชื่อ "ที่ราบสูงทัมบะ"  โดยแอ่งยามาชิโระนั้นถูกล้อมรอบไว้ 3 ด้านโดยภูเขาที่ชื่อ "ฮิงาชิยามะ" "คิตะยามะ" และ "นิชิยามะ"  ด้วยความสูงกว่า 1000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล และมีแม่น้ำอยู่ภายในแอ่งนั้นถึง 3 สาย ได้แก่แม่น้ำอุจิกาวะ จากทางใต้ คัทสึระกาวะ จากทางตะวันตก และคาโมกาวะ จากทิศตะวันออก 

 

อุณหภูมิโดยเฉลี่ยต่อปีและภูมิอากาศของเกียวโต

 

 

ประวัติเมือง

 

ตลอดช่วงเวลาในประวัติศาสตร์กว่า 1,000 ปี เกียวโตถือเป็นศูนย์กลางที่มีความสำคัญทางศาสนา การสร้างสรรค์ และการค้า เมืองที่ล้อมรอบไปด้วยภูเขาแห่งนี้ถูกสถาปนาขึ้นครั้งแรกในปีค.ศ. 794 เพื่อใช้เป็นเมืองหลวงแห่งใหม่ของญี่ปุ่นเรียกว่า ‘เฮอังเกียว’ ซึ่งหมายถึง ‘เมืองหลวงแห่งสันติภาพและสันติสุข’ ยุคเฮอังซึ่งเริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ. 794 ไปจนถึง ค.ศ. 1185 นับเป็นยุคทองทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่น โดยมีพื้นฐานทางความคิดจากประเพณีและวัฒนธรรมที่ได้รับอิทธิพลจากเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้เคียงได้แก่ จีนและเกาหลี เกียวโตเคยเป็นหัวใจสำคัญในยุคแห่งขุนนางและเป็นยุคที่ทรงคุณค่าของงานศิลปะวรรณคดีและจิตวิญญาณแห่งญี่ปุ่น มีวรรณกรรมชั้นดีที่ประสบความสำเร็จมากมาย เช่น วรรณกรรมของกวีหญิงเซโชนะงอนกับบทความที่ชื่อ ‘หนังสือข้างหมอน’ ที่ได้ถูกประพันธ์ขึ้นในช่วงเวลานี้ มีการตั้งพุทธนิกายใหม่ขึ้นมา 2 นิกายคือเทนได (Tendai) และชินงอน (Shingon) ซึ่งกลายเป็นนิกายสำคัญของศาสนาพุทธในญี่ปุ่น พร้อมกันนั้นยังมีการสร้างวัดและศาลเจ้าต่างๆ ที่สวยงามนับร้อยแห่งทั่วเมือง

 

นับเป็นโชคดีอย่างยิ่งที่ในประวัติศาสตร์เกียวโตรอดพ้นจากการทำลายล้างของกองกำลังสงครามจึงทำให้เมืองอันทรงสเน่ห์แห่งนี้หลงเหลือร่องรอยแห่งวิถีชีวิตชาวญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมไว้อย่างน่าสนใจ ยุคกลางของญี่ปุ่นตั้งแต่ปีค.ศ. 1185-1598 มีการพัฒนาทางวัฒนธรรมเป็นอย่างมากเช่นเดียวกับสงครามที่เกิดขึ้นหลายครั้งในช่วงนั้น อย่างไรก็ดีช่วงนั้นถือเป็นจุดเริ่มต้นของเกียวโตซึ่งยังคงยืนหยัดอยู่ได้จนถึงปัจจุบันนี้

 

ในยุคคามาคุระ (ค.ศ.1185-1333) มีทั้งเหตุการณ์ที่ญี่ปุ่นถูกรุกรานจากมองโกล และเป็นยุคที่มีนิกายพุทธต่างๆ ของญี่ปุ่นเกิดขึ้น ส่งผลให้มีวัด วิหารต่างๆ ก่อสร้างเพิ่มขึ้นอย่างมากมายในเกียวโต ซึ่งยังสร้างความประทับใจแก่ผู้ที่พบเห็นได้จนถึงปัจจุบัน ต่อมาในยุคมุโระมะจิ (ค.ศ.1334 – 1573) ซึ่งเป็นอีกยุคหนึ่งที่ญึ่ปุ่นมีความเจริญรุ่งเรืองทางวัฒนธรรมโดยกระจายอยู่หนาแน่นบริเวณรอบๆ เกียวโต ทั้งวัดพลับพลาเงินและวัดพลับพลาทองก็ถูกสร้างขึ้นในช่วงเวลานี้ อีกทั้งยังเป็นจุดกำเนิดศิลปะการแสดง เช่น ละครโน (Noh) เป็นการแสดงที่ไม่ใช้คำพูด แต่มีพลังอยู่ในท่วงท่าการแสดงที่เคลื่อนไหว พิธีชงชาแบบดั้งเดิม และศิลปะการจัดดอกไม้แบบอิเคบานาด้วย แต่น่าเสียดายที่สงครามโอนินช่วงปีค.ศ. 1467 – 1477 ส่งผลให้ยุคทองสิ้นสุดลงเนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ของเมืองเกียวโตถูกทำลายลงระหว่างนั้น

 

หลังจากช่วงเวลาสั้นๆ แต่เต็มไปด้วยความรุนแรงของการสู้รบระหว่างขุนนางภายใน ญี่ปุ่นได้ถูกรวบรวมให้เป็นปึกแผ่นอีกครั้งโดยโทะโยะโทะมิ ฮิเดะโยะชิ ซึ่งฟื้นฟูบูรณะเมืองเกียวโตขึ้นมาใหม่หลังถูกทำลายและก่อตั้งเกียวโตเป็นเมืองหลวงของญี่ปุ่น ต่อมาในสมัยเอโดะ ตั้งแต่ปีค.ศ. 1600 – 1868 มีการย้ายเมืองหลวงของประเทศไปที่โตเกียว แต่เมืองเกียวโตยังคงเจริญเติบโตเป็นศูนย์กลางทางการค้าและวัฒนธรรมที่สำคัญอย่างต่อเนื่อง เกียวโตจึงถือได้ว่าเป็นหนึ่งในไม่กี่เมืองที่รอดพ้นจากการถูกทำลายในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง และบางทีอาจเป็นสถานที่ที่ดีที่สุดในการหาชมตัวอย่างสถาปัตยกรรมของวัดญี่ปุ่นแบบโบราณ พระราชวัง และการจัดแต่งสวนหย่อมที่เป็นเอกลักษณ์แบบญี่ปุ่นอย่างแท้จริง

 

[เครดิต : http://ja.wikipedia.org/wiki/%E4%BA%AC%E9%83%BD%E5%B8%82  / http://xn--12c4bq3aza6fsdual.com/?p=4]

 

นิสัยและอื่นๆ

-ใช้เชือกญี่ปุ่นมัดผมอยู่เสมอ

-ใช้กิ้บรูปดอกซากุระติดผมเสมอ

-หน้าม้าเต่อ ทำให้ดูติ๋มๆ

-สายตาเริ่มไม่ดีตั้งแต่เข้ายุคเมจิ เพราะมหาลัยเริ่มเปิดในช่วงนั้น

-อ่านหนังสือเรียนมากไปหน่อยเลยสายตาสั้น 

-เห็นแบบนี้ แต่สมัยก่อนเป็นคนกล้าหาญมากทีเดียวนะ

-เรียบร้อย รักขนบธรรมเนียมญี่ปุ่นดั้งเดิมจนเว่อ 

-บางทีก็เกินไปจนอาจจะหยิบมีดสั้นมาฮาราคีรีได้ (ใครเห็นช่วยห้ามด่วน...) 

-ถนัดการวาดเขียนและทางศิลป์มาก  แต่เพราะชอบสายงานแพทย์เลยลงวิทย์ซะเลย  (เกียวโต คณะแพทย์โด่งดังขึ้นชื่อที่สุดในแถบคันไซ และคณะวิทย์อื่นๆรองลงมา)

-เนิร์ด

-บ้าชา เค้ก และขนมญี่ปุ่นโบราณมากๆ

-เรียกว่าบ้าของหวานง่ายกว่ามั้ง

-ทำอาหารเก่งมากเลยนะ โดยเฉพาะขนม

-เรื่องพิธีชงชา ไม่เป็นสองรองใครแน่นอน

-หนอนหนังสือตัวแม่

-มักจะใส่เกี๊ยะเดินเสมอ

-แต่ก็สะดุดล้มเพราะเกี๊ยะเสมอ (แต่ก็ยังจะใส่)

-จริงๆใส่เกี๊ยะจนชินแล้วแหละ  แต่เพราะสายตาไม่ค่อยดีเลยทำให้เดินสะดุดโน่นนี่ประจำ (บวกเกี๊ยะเข้าไปด้วยก็ชิบหายสิ..)

-แม้ในปัจจุบันจะเป๋อไปบ้าง แต่สมัยก่อนกลับเป็นคนจริงจังแตกต่างกับสมัยนี้ลิบลับ 

-มีความมุ่งมั่นแบบแปลกๆ

-รักชาติมาก (เกินเหตุ)  ห้ามด่าคุณญี่ปุ่นต่อหน้าข้าพเจ้าเด็ดขาดนะเจ้าคะ!!

-เชื่อถือโชคลางสุดๆ

-มักจะพกโอมาโมริ (เครื่องรางญี่ปุ่น)ไว้เสมอ

-รักสงบ  แต่กับเรื่องเรียนแล้วแอคทีฟมาก

-รักสุขภาพมากเช่นกัน

-นอนเร็ว ตื่นเช้า (ใครได้เป็นรูมเมทก็คงโดนปลุกแต่เช้าทุกวันแหงๆไม่ต้องห่วง)

-ชอบใช้ภาษาโบราณ  (ข้าพเจ้า / เจ้าค่ะ  เทือกๆนี้)

-มีภาษาญี่ปุ่น คันไซ (เกียวโต) เป็นของตัวเองอยู่แล้ว เลยไม่ค่อยจะพูดคันโตเท่าไหร่

-ให้พูดก็พูดได้ แต่มันกระดากปากง่ะ....

-อ่อนภาษาอังกฤษเอาเรื่อง แต่ก็พยายามจะพูดให้ได้นะเจ้าคะ!!

-ฟันดาบเก่งสุดๆ  เพราะสมัยก่อนใช้ในการรบและปกป้องท่านโชกุน แต่ปัจจุบันเหมือนจะใช้ลงทัณฑ์พวกที่ดูหมิ่นคุณญี่ปุ่นเสียมากกว่า

-พกดาบไม้ไว้ส่วนไหนไม่ทราบ แต่เอาออกมาเคาะหัวพวกไร้มารยาทได้ทุกเมื่อนะ

-ไม่เรียกญี่ปุ่นว่าพ่อ แต่เรียกญี่ปุ่นว่า "นายเหนือหัว / นายท่าน"  (โอยากาตะซามะ)

-โปรดปรานดอกซากุระมากถึงมากสุดๆ

-ชอบทาน "ซากุระโมจิ" ที่สุดในบรรดาขนมทั้งหมด

-แน่นอนต้องกินกับชาเท่านั้น

-เวลาไหนที่ต้องทานอาหารโดยไม่มีชาญี่ปุ่นเคียงด้วยจะรู้สึกว่าอาหารไม่อร่อย

-พบเจอเธอได้บ่อยๆตามสวนดอกไม้ของโรงเรียน หรือห้องสมุด...


Comment

Comment:

Tweet

/เคี้ยว

#3 By ไทโย on 2013-08-25 23:42

@nonghooza  //มองคนชมตัวเอง// อุเหม่.....

#2 By Aki_Zen on 2013-08-25 18:24

อั๊ยยะ น่ารักมากเบยยยย //เจิมมม
ลงสีสวยจุง #เดี๋ยวนะะะ
สาวน่ารักแอบโหดนะเนี่ย ฟฟฟฟ+

#1 By mawemo on 2013-08-25 18:21