Categories

เอนทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม
 
 
คอมมูนิ ตี้นี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก การ์ตูนเรื่อง Axis Powers Hetalia เป็นคอมมูที่สมมติตัวละครโดยมีต้นแบบมาจากเมือง/รัฐในประเทศต่างๆ ซึ่งคอมมูนี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆกับบุคคล องค์กร เมือง หรือประเทศใดทั้งสิ้น เล่นเพื่อความบันเทิง
 
 
 
 
 
และคุณปารีสฉบับวาดโดยฝีมือเพื่อนเลิฟ mistering ข่าา 
v
v
v
v
 
 
 
     93x108
 
[credit ภาพหน้าตรง - @sakurato  ขอบคุณที่รักมากจ้ะ /จุ้บ] 
 
Twitter : 
 

ชื่อเมือง/รัฐ

Paris [ปารีส]

 

ประเทศ

ฝรั่งเศส

 

ทวีป ยุโรป

 

ชื่อมนุษย์ 

Francine Bonnefoy   [ฟรองซีน บอนเนอฟัว]

อายุ

18

เพศ หญิง

สีผม บลอนด์

สีตา  ฟ้า

ส่วนสูง   176 cm

น้ำหนัก  61 kg

ภาษา  ฝรั่งเศส 

แผนการเรียน ศิลป์

ลักษณะเมือง 

ปารีสเป็นเมืองหลวงของฝรั่งเศส ตั้งอยู่บนแม่น้ำแซน ตอนเหนือของฝรั่งเศส ใจกลางแคว้น อีล เดอ ฟรองส์ มีประชากรประมาณ 2.167994 คน เขตเมืองปารีส (Unit? urbaine) ซึ่งมีพื้นที่ขยายเกินขอบเขตอำนาจการปกครองของเมืองนั้น มีประชากรกว่า 9.93 ล้านคน  ในขณะที่เขตมหานครปารีส (Agglom?ration parisienne) มีประชากรเกือบ 12 ล้านคน และเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีประชากรสูงที่สุดแห่งหนึ่งในทวีปยุโรป   ได้รับสมยานามเมืองแห่งน้ำหอมและสถานที่แห่งแฟชั่นกับความโรแมนติก  แลดูเหมือนว่าจะเป็นเมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยี แต่ทว่าก็ยังคงเป็นเมืองที่คงสภาพลักษณะเมืองแบบสมัยก่อนเอาไว้อยู่มาก  ด้วยนโยบายที่ไม่อนุญาติให้สร้างตึกสูงไว้ในใจกลางเมือง ทำให้ยังคงทิวทัศน์ความงดงามแบบคลาสสิคไว้ได้อยู่มากนัก  ในตัวเมืองมีสถานที่สำคัญอยู่มากมาย  ไม่ว่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์ลูฟ / หอไอเฟล / ประตูชัยอาร์ก เดอ ทริออมฟ์  และสถานที่ชอปปิ้งสุดฮิตถนน ฌองเซลีเซ่ กับบรรยากาศเมืองที่คงความสวยงามของยุคเก่าและผสานเข้ากับยุคใหม่ได้อย่างลงตัวเสียจนไม่อาจจะจากเมืองหลวงนี้ไปได้ง่ายๆเลย 

 

 

ประวัติเมือง

 

ยุคเริ่มต้น

หลักฐานทางโบราณคดีในการตั้งถิ่นฐานบริเวณปารีสตั้งแต่ 4,200 ปีก่อนคริสต์ศักราชคือพวกปาริซี่ ซึ่งเป็นเผ่าย่อยของพวกเคลติกซีนอนส์ โดยเป็นที่รู้จักในฐานะผู้ชำนาญทางเรือและการค้าขาย ได้อาศัยอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำแซนตั้งแต่ 250 ปีก่อนคริสต์ศักราชเป็นต้นมา ต่อมาพวกโรมันได้ชัยชนะยึดครองที่ราบลุ่มปารีสใน 52 ปีก่อนคริสต์ศักราช โดยมีการตั้งถิ่นฐานอย่างถาวรในตอนปลายของศตวรรษเดียวกันบนฝั่งซ้ายของแม่น้ำแซน, เนินเขาแซนต์-เชอเนอวีแอฟและเกาะอีล เดอ ลา ซิเต้ เมืองดังกล่าวนี้เดิมเรียกว่า "ลูเทเชีย" (Lutetia) แต่ต่อมาได้ทำให้เป็นชื่อในภาษาโกลเป็น "ลูแตส" (Lut?ce) ตัวเมืองได้ขยายอย่างรวดเร็วในศตวรรษต่อๆ มาและกลายเป็นเมืองที่ร่ำรวย เต็มไปด้วยตลาด ราชวัง อ่างอาบน้ำ วัดวาอาราม โรงละครและโรงมหรสพใหญ่ เมื่อจักรวรรดิโรมันล่มสลายและการบุกของเยอรมันในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 3 ทำให้ "ลูแตส" อยู่ในช่วงตกต่ำและทรุดโทรม ในปี พ.ศ. 943 พลเมืองจำนวนมากได้อพยพออกจากเมืองลูแตส และหลังการยึดครองอีกครั้งหนึ่งของพวกโรมัน เมือง "ลูแตส" ได้เปลี่ยนชื่อเป็น "ปารีส"

 

ยุคกลาง

 

ประมาณปี พ.ศ. 1043 ปารีสได้กลายเป็นเมืองหลวงของกษัตริย์โกลวิสที่ 1 แห่งแฟรงค์ เมื่อโกลวิสที่ 1 ได้สวรรคตลง อาณาจักรแฟรงค์ได้ถูกแบ่งออก และปารีสได้กลายเป็นเมืองหลวงของรัฐอิสระขนาดเล็ก ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 9 สมัยราชวงศ์กาโรแล็งเชียง เมืองปารีสได้กลายเป็นเขตฐานกำลังของพวกศักดินา เค้านต์แห่งปารีสมีอำนาจมากขึ้น จนกระทั่งมีอำนาจมากกว่ากษัตริย์แห่งแฟรงค์ตะวันตก (Francie occidentale) เสียด้วยซ้ำไป เค้านต์แห่งปารีสนามว่า "โอโด" (Odo) ได้ถูกเลือกให้เป็นกษัตริย์แทนชาร์ลส์ที่ 3 (ชาร์ลส์ อ้วน - Charles III le Gros) เนื่องจากชื่อเสียงอันโด่งดังของเขาที่ได้ป้องกันเมืองปารีสจากการโจมตีของพวกไวกิ้ง (ศึกปารีส (พ.ศ. 1428 - พ.ศ. 1429)) แม้ว่าอีล เดอ ลา ซิเต้จะรอดจากการโจมตีของพวกไวกิ้ง แต่ฝั่งซ้ายของแม่น้ำแซนที่ไม่มีการป้องกันก็ถูกทำลายอย่างย่อยยับ และแทนที่จะสร้างเมืองขึ้นมาใหม่บริเวณฝั่งซ้ายของแม่น้ำแซน ชาวปารีสได้เริ่มที่จะขยายตัวเมืองไปทางด้านฝั่งขวาของแม่น้ำแซนแทน ในปี พ.ศ. 1530 อูช กาเปต์ (Hugh Capet) เค้านท์แห่งปารีสได้ถูกเลือกให้กลายเป็นกษัตริย์แห่งฝรั่งเศส เป็นผู้ก่อตั้งราชวงศ์กาเปเตียงและทำให้เมืองปารีสเป็นเมืองหลวงของประเทศฝรั่งเศส

 

ตั้งแต่ พ.ศ. 1733 พระเจ้าฟิลิปที่ 2 (Philippe Auguste) ได้สร้างกำแพงเมืองล้อมรอบปารีสโดยมีลูฟร์เป็นป้อมปราการฝั่งตะวันตกและต่อมาในปี พ.ศ. 1743 ได้ตั้งมหาวิทยาลัยปารีสขึ้นมาซึ่งทำให้มีผู้คนหลั่งไหลเข้ามายังปารีสเป็นจำนวนมาก ในช่วงนี้เองที่เมืองปารีสได้พัฒนาในหลายๆ ด้านซึ่งในปัจจุบันยังมีให้เห็นเช่น เกาะ (อีล เดอ ลา ซิเต้) เป็นที่ตั้งรัฐบาลและสถาบันสอนศาสนา ทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำแซนเป็นที่ตั้งสถาบันทางการศึกษา เช่น มหาวิทยาลัย วิทยาลัย โรงเรียน ฯลฯ ส่วนทางฝั่งขวาของแม่น้ำแซนเป็นที่ตั้งของการค้าขายและศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของปารีส เช่น ตลาดเลส์ อาลส์ (Les Halles)

 

ปารีสไม่ได้เป็นเมืองหลวงของประเทศฝรั่งเศสหลังจากถูกโจมตีโดยพันธมิตรของประเทศอังกฤษคือพวกบูร์กงด์ (Burgondes) ในสงครามร้อยปี แต่ก็กลับมาเป็นเมืองหลวงในปี พ.ศ. 1980 เมื่อพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 7 (Charles VII, le Victorieux) สามารถยึดกรุงปารีสกลับคืนมา แม้ว่ากรุงปารีสเป็นเมืองหลวงของประเทศฝรั่งเศสอีกครั้งหนึ่ง แต่พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 7ก็ตัดสินใจที่จะประทับ ณ ปราสาทหุบเขาลัวร์ ต่อมาในช่วงสงครามศาสนาของฝรั่งเศส (Guerres de religion) กรุงปารีสเป็นฐานกำลังหลักของพวกคริสต์นิกายคาทอลิก โดยรุนแรงสุดในเหตุการณ์โศกนาฏกรรมวันแซงต์-บาร์เตเลมี (Massacre de la Saint-Barth?lemy) ในปี พ.ศ. 2115 ต่อในปี พ.ศ. 2137 พระเจ้าอองรีที่ 4 ได้ก่อตั้งราชสำนักในกรุงปารีสอีกครั้งหนึ่งหลังจากยึดเมืองมาจากพวกคาทอลิก ระหว่างสงครามกลางเมืองฟรงด์ (Fronde) ชาวปารีสได้ลึกฮือขึ้นประท้วงและก่อการจลาจล ซึ่งเป็นสาเหตุให้พระบรมวงศานุวงศ์ทั้งหลาย หลบหนีออกจากกรุงปารีสในปี พ.ศ. 2191 พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ย้ายราชสำนักอย่างถาวรไปยังแวร์ซายส์ในปี พ.ศ. 2225 ศตวรรษต่อมากรุงปารีสเป็นศูนย์กลางของการปฏิวัติฝรั่งเศส มีการโจมตีคุกบาสตีย์ในปี พ.ศ. 2332 และล้มระบอบกษัตริย์ในปี พ.ศ. 2335

 

คริสต์ศตวรรษที่ 19

 

การปฏิวัติอุตสาหกรรม จักรวรรดิฝรั่งเศสที่ 2และยุคสวยงาม (Belle ?poque) ช่วยนำพากรุงปารีสไปสู่การพัฒนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส ตั้งแต่คริสต์ทศวรรษ 1840 เป็นต้นมา การเดินทางโดยรถไฟทำให้มีประชากรจำนวนมากหลั่งไหลเข้ามายังกรุงปารีสเพื่อมาทำงานในอุตสาหกรรมต่างๆ กรุงปารีสได้ผ่านการบูรณะครั้งยิ่งใหญ่ภายใต้การปกครองของจักรพรรดินโปเลียนที่ 3และบารง โอสมานน์ ซึ่งได้เปลี่ยนถนนเล็กๆ ในยุคกลางจนกลายเป็นถนนขนาดกว้างและมีตึกรามบ้านช่องร่วมสมัยจำนวนมากมาย การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีจุดประสงค์ให้กรุงปารีสมีความสวยงามและความสะอาดมากขึ้นกว่าเดิม ถึงกระนั้นก็มีประโยชน์ถ้าเกิดมีเหตุการณ์ปฏิวัติหรือเหตุการณ์รุนแรง เพราะกองทหารม้าและปืนไรเฟิลสามารถต่อกลอนกับกลุ่มพวกจลาจล ในขณะที่กลยุทธ์ในการซุ่มโจมตีหรือสกัดกั้นที่ใช้มากในสมัยการปฏิวัติฝรั่งเศสจะเป็นการล้าสมัย

 

 

ในปี พ.ศ. 2375 และ พ.ศ. 2392 อหิวาตกโรคระบาดพลเมืองชาวปารีส แค่การระบาดในปี พ.ศ. 2375 เท่านั้นก็มีผู้ป่วยกว่า 20,000 คนจากประชากร 650,000 ในขณะนั้น กรุงปารีสยังได้เสียหายครั้งยิ่งใหญ่หลังจากสงครามฟรังโก-ปรัสเซีย (พ.ศ. 2413 - พ.ศ. 2414) , การโค่นล้มจักรพรรดินโปเลียนที่ 3, เทศบาลปารีส (La Commune de Paris - พ.ศ. 2414) ได้ทำให้กรุงปารีสลุกเป็นไฟหลังจากการต่อสู้กันระหว่างเทศบาลกับรัฐบาล ซึ่งเหตุการณ์นี้เป็นที่รู้จักกันในนาม "สัปดาห์แห่งเลือด" (Semaine sanglante)

 

 

กรุงปารีสได้กลับคืนสู่สภาพเดิมอย่างรวดเร็วเพื่อที่จะจัดงานนิทรรศการนานาชาติ 1889 (พ.ศ. 2432) ทั้งนี้ได้มีการสร้างหอไอเฟลเพื่อเฉลิมฉลองการปฏิวัติฝรั่งเศสครบรอบ 100 ปี เพื่อแสดงถึงศักยภาพของประเทศฝรั่งเศสในด้านวิศวกรรมศาสตร์แค่ "ชั่วคราว" เท่านั้น ซึ่งสิ่งก่อสร้างชิ้นนี้ได้กลายเป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในโลกจนถึงปี พ.ศ. 2473 และกลายเป็นสัญลักษณ์ของกรุงปารีสไปโดยปริยาย ส่วนงานนิทรรศการนานาชาติ 1900 (พ.ศ. 2443) ได้มีการเปิดตัวรถไฟฟ้าปารีสเป็นครั้งแรก หลังจากนั้นก็ได้มีการจัดนิทรรศการและงานแสดงสินค้าต่างๆ มากมายซึ่งทำให้กรุงปารีสเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและดึงดูดชาวต่างชาติเป็นจำนวนมากทั้งในด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยี

 

คริสต์ศตวรรษที่ 20

 

ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 กรุงปารีสได้อยู่ในแนวหน้าของการรบ โดยรอดจากการโจมตีของเยอรมนีไปได้ที่สงครามแห่งมาร์นในปี พ.ศ. 2457 ในช่วงปี พ.ศ. 2461 - พ.ศ. 2462 กรุงปารีสได้กลายเป็นที่สวนสนามแห่งชัยชนะของฝ่ายสัมพันธมิตรและเป็นที่เจรจาสันติภาพอีกด้วย ในช่วงระหว่างสงคราม กรุงปารีสได้มีชื่อเสียงจากศิลปวัฒนธรรมต่างๆ และชีวิตยามค่ำคืน เมืองนี้ได้กลายเป็นศูนย์รวมของจิตรกรชื่อดังทั่วโลก ตั้งแต่นักประพันธ์ชาวรัสเซีย สตราวินสกี จิตรกรชาวสเปน ปีกัสโซและดาลีจนถึงนักประพันธ์ชื่อดังชาวอเมริกันอย่างเฮมิงเวย์ ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2483 5 สัปดาห์หลังจากการเริ่มต้นของสงครามแห่งฝรั่งเศส กรุงปารีสได้ตกอยู่ภายใต้การปกครองของกองทัพนาซีเยอรมันจนกระทั่งการปลดปล่อยปารีสในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2487 2 เดือนหลังจากการบุกนอร์มังดีของฝ่ายสัมพันธมิตร

 

 

 

กรุงปารีสได้ยืดหยัดท่ามกลางสงครามโลกครั้งที่ 2โดยไม่ได้รับความเสียหายใดๆ เนื่องจากภายในกรุงปารีสไม่มีเป้าทางยุทธศาสตร์สำหรับฝ่ายสัมพันธมิตรในการวางระเบิด (สถานีรถไฟในกรุงปารีสเป็นเพียงแค่สถานีปลายทาง โรงงานที่สำคัญๆ ตั้งอยู่บริเวณชนบททั้งสิ้น) และด้วยความสวยงามทางวัฒนธรรม ทำให้พลเอกดีทริช ฟอน โชลทิทซ์ (General der Infanterie Dietrich von Choltitz) นายทหารเยอรมันขัดคำสั่งของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ในการทำลายกรุงปารีสและอนุสาวรีย์ที่สำคัญก่อนการถอนทหารเยอรมันออกจากปารีส ทำให้ชาวฝรั่งเศสบางคนมองว่าพลเอกดีทริช ฟอน โชลทิทซ์เป็นผู้ช่วยเหลือกรุงปารีส

 

ในยุคหลังจากสงคราม ปารีสได้มีการพัฒนาอย่างครั้งยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่งหลังจากสิ้นสุดยุคสวยงาม (Belle ?poque - พ.ศ. 2457) พื้นที่ในชนบทขยับขยายออกไปอย่างต่อเนื่อง และมีการก่อสร้างที่อยู่อาศัยอย่างมากมาย ทั้งยังเป็นจุดเริ่มต้นของลา เดฟองซ์ (La D?fense) ศูนย์กลางด้านธุรกิจของประเทศฝรั่งเศส มีการสร้างรถไฟแอร์เออแอร์ ต่อจากรถไฟฟ้าปารีส เพื่อที่จะรองรับการขนส่งมวลชนในชนบท ส่วนการสร้างถนนนั้น มีการสร้างถนนเปรีเฟริก (Boulevard p?riph?rique de Paris) ซึ่งเป็นถนนวงแหวน 8 เลนล้อมรอบกรุงปารีส

 

ตั้งแต่คริสต์ทศวรรษ 1970 เป็นต้นมา เขตชนบทชั้นในหลายแห่งของปารีส (โดยเฉพาะทางฝั่งตะวันออก) มีการลดการผลิตทางอุตสาหกรรมลงไป และเขตที่มีการเติบโตได้ค่อยๆ กลายเป็นเขตแออัดที่เต็มไปด้วยพวกอพยพและตกงาน ในขณะเดียวกัน เมืองปารีส (ภายในวงแหวนเปรีเฟริก (P?riph?rique)) และชนบทฝั่งตะวันตกและใต้ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนฐานเศรษฐกิจของตนเอง จากการผลิตสินค้าย่อยๆ จนกลายเป็นอุตสาหกรรมด้วยการบรีการและเทคโนโลยีระดับสูง ซึ่งทำให้ผู้ที่อาศัยอยู่ในแถวนั้นมีความร่ำรวย ส่งผลให้บริเวณนั้นมีรายได้ต่อคนสูงที่สุดในทวีปยุโรป ด้วยเหตุที่มีช่องว่างระหว่างชนชั้นในทั้งสองแห่งทำให้เกิดความไม่สงบอยู่เป็นบางครั้งในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1980 หรือเช่นในปี พ.ศ. 2548 เกิดเหตุไม่สงบในชนบททางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศฝรั่งเศส

[credit - http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%AA]

 

นิสัยและอื่นๆ

 

หญิงสาวผู้สวย เริ่ด เชิด หยิ่ง  เจ้าพิธีการ บ้าแฟชั่น  ลูกคุณหนูสุดๆ  world is mine และรังเกียจการพูดภาษาอังกฤษเป็นที่สุด  มองเผินๆดูเหมือนเธอเกลียดชังอังกฤษนักหนา  แต่จริงๆแล้วก็ไม่ทุกคนเสมอไปนักหรอก  ด้วยความที่ปารีสเป็นเมืองหลวงของฝรั่งเศสมานมนาน  ทำให้เจ้าตัวหลงระเริง และเอาแต่ใจสุดๆชนิดที่ว่าหากมีอะไรไม่ได้ดั่งใจขึ้นมาเมื่อไหร่  ก็จะประท้วง! ประท้วง! และประท้วง (หรือก็คืองอแงใส่คุณพ่อน่ะแหละ)   จนกว่าจะได้ของที่ต้องการเลยทีเดียว  

 

ภายนอกแล้วเธอเป็นคนสวยหรู  งดงาม  แต่ภายในกลับมีความเปิ่นอย่างคาดไม่ถึงซุกซ่อนอยู่ด้วย  และเพราะภาพลักษณ์ที่ต้องเลิศอยู่ตลอดเวลานี่เอง ทำให้หลายครั้งเธอมักจะเลี่ยงการแสดงความรักกับน้องชายสุดที่รักอย่างแวร์ซายด้วยการหาเรื่องเชิดใส่อยู่บ่อยๆ    แม้ภายนอกจะดูเป็นสาวไฮโซชั้นสูง แต่เธอเองก็เคยมีมุมลำบากและมุมของพวกชาวไร่ชาวนาอยู่ไม่น้อย  แน่นอนว่ามุมนี่ไม่จำเป็นจะไม่ให้ใครเห็นเด็ดขาด 

 

ปารีสรักการออกแบบมากๆ  และเทิดทูนเสื้อผ้าหน้าผมเป็นเรื่องใหญ่  จึงไม่แปลกใจนักหากว่าเธอจะเป็นหัวแถวในเรื่องของแฟชั่นเสมอๆ    เรื่องของการทำอาหารก็ไม่เป็นสองรองใคร  ด้วยโรงเรียนทำอาหารเลอ กอดองเบลอร์เป็นตัวการันตี   การทำอาหารทั้งครัวร้อนและครัวเย็น ยกให้เธอได้เลย!!   และหากให้พูดในทางด้านศิลป์แล้วล่ะก็ ทั้งการวาดภาพและร้องเพลง ล้วนเป็นพรสวรรค์ของเธอทั้งสิ้น....   

 

ในด้านความรัก เธอเป็นคาสโนวี่ตัวแม่   จีบไปได้ทั่วทั้งหญิงชาย ขอแค่เข้าตาเธอก็พอ  และแน่นอน ต้องไม่ใช่เหล่าศัตรูคู่อาฆาตทั้งหลายที่ผิดใจมานมนานอย่างหลายๆเมืองแน่นอน.....  

 

สิ่งที่ชอบ  ดอกลิลลี่ , อาหารฝรั่งเศส , บทเพลงภาษาฝรั่งเศส , แฟชั่นเกร๋ๆ , สินค้าแบรนเนม,หนุ่มหล่อ , ศิลปะงดงาม , คนที่เข้าใจความเป็นศิลป์ 

 

สิ่งที่เกลียด  ลอนดอน , สโคน , อังกฤษ , ประธานนักเรียน , พวกไร้มารยาท , บทเพลงดั๊ปสเตป , ของโลวคลาส ,

edit @ 1 Sep 2013 23:33:23 by Aki_Zen

Comment

Comment:

Tweet

ริค:ยินดีที่ได้รู้จัก............นักเรียนใหม่..........หวังว่าเราจะเป็นเพื่อนกันได้นะ.......//พูดเสร็จก็หันหน้าหนีเซ็งๆ*ที่จริงเขิน*
   .................................................
สวัสดีค่า>w<" สาวฝรั่งเศส
อยากจะลองเอาไอ่ลูกชายปากเสีย(??)ไปโรลด้วยสักครั้งจังเลยค่ะ
อย่างไงก็ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะค่ะ

#4 By Aco_Knight on 2013-09-11 13:44

กี๊สสส ปารีสมาแล้ว>w</
รอคนลงมานานแล้วค่ะ  แอบจิ้นกับปธ.ยังไงไม่รู้นะ ฮา

#3 By หมีลี่ on 2013-09-08 01:50

เเง้วววว พี่สาวจากปารีส~~~สวยได้ใจเลยค่า~~~=w=
 ฟอลไปเเล้วน่อ มาโรลกันนะคะ^^

#2 By RevolverVIII on 2013-09-02 21:07

มาทำกับข้าวให้กินทีสิคนสวยยยยยยยยยยย

#1 By ไทโย on 2013-09-02 21:01